โอลิมปิก ลียง

โอลิมปิก ลียง สโมสรฟุตบอลอาชีพของเมืองลียง เล่นอยู่ในลีกสูงสุดของฝรั่งเศส ในลีกเอิง ก่อตั้งในปี ค.ศ. 1899 สโมสรประสบความสำเร็จอย่างมากในศตวรรษที่ 21 สร้างสถิติเป็นผู้ชนะเลิศ 7 ครั้ง และยังชนะในถ้วยทรอเฟเดช็องปียง 7 ครั้ง ชนะในถ้วยกุปเดอฟร็องส์ 5 ครั้งและชนะในลีกเดอ 3 ครั้ง ลียงยังได้เข้าร่วมแข่งในยูฟ่าแชมเปียนส์ลีก และในฤดูกาล 2009–10 สามารถเข้าถึงรอบรองชนะเลิศได้เป็นครั้งแรก ต่อมาก็ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศอีกครั้งในฤดูกาล 2019–20 สนามกีฬาเหย้าของสโมสรคือสนามสตาดเดอแฌร์ล็อง (Stade de Gerland) และในปี ค.ศ. 2013 สนามแห่งใหม่พร้อมที่จะเปิด คาดว่าจะใช้ชื่อว่า โอแอลแลนด์ (OL Land) ฌอง มิเชล โอลาส ลียง ไม่ใช่ทีมใหญ่โตอะไรในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลฝรั่งเศส สโมสรที่ก่อตั้งในปี 1950 มีชื่อเสียงเป็นรองทีมอย่าง โอลิมปิก มาร์กเซย, ปารีส แซงต์ แชร์กแม็ง และ โมนาโก อยู่หลายขุมในช่วงก่อนเข้าสู่ยุค 90's อย่างไรก็ตามอนาคตคือสิ่งที่สามารถสร้างเองได้ และสิ่งที่ทุกสโมสรบนโลกนี้ต้องการหากอยากจะเป็นทีมที่ยิ่งใหญ่คือ "ผู้นำที่มีวิสัยทัศน์"  สำหรับ ลียง นั้นเรื่องราวทั้งหมดเกิดจากชายที่ชื่อ ฌอง มิเชล โอลาส นักธุรกิจชาวฝรั่งเศสที่มีทรัพย์สินประมาณ 600 ล้านยูโร ตัวของเขาเข้ามาซื้อทีม ลียง ในปี 1987 ด้วยแนวคิดที่ผสมผสานกันระหว่าง นักธุรกิจ + คนรักฟุตบอล นั่นคือทีมจะต้องทำเงิน, มีฐานการเงินที่แข็งแกร่ง และสำคัญที่สุดคือต้องประสบความสำเร็จด้วย ซึ่งนี่คือโจทย์ที่หินที่สุด แต่ โอลาส ก็ฉลาดพอที่จะค่อยๆ แก้ไขปัญหาไปทีละเรื่อง ไม่ฉีดเงินเข้าไปและซื้อนักเตะมั่วซั่วเหมือนกับทีมที่มีเจ้าของเป็นเศรษฐีหลายคนทำ นอกจากการเริ่มทะยอยเคลียร์บัญชีของทีมจากหนี้เก่าๆ จนหมดสิ้น โอลาส นำทีมเข้าตลาดหลักทรัพย์ และสร้างแบรนด์ให้ ลียง เป็นทีมขายได้ ไม่ใช่แค่เรื่องฟุตบอล ภายใต้แบรนด์ OL พวกเขามีธุรกิจเกี่ยวกับสื่อที่ชื่อว่า OL Image บริษัทเกี่ยวกับ ออร์แกไนเซอร์ (OL Organization) บริษัทเกี่ยวกับการจัดเลี้ยง (OL Brasserie)  รวมถึงการสร้างบริษัทเซลส์ มาร์เก็ตติ้งด้วย ในส่วนของทีมฟุตบอล ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญที่สุดโอลาสก็เปลี่ยนแปลงการบริหารใหม่ด้วย เขาทำให้แน่ใจว่าเงินที่จะถูกใช้ต่อจากนี้ จะต้องเป็นการใช้เงินที่ไม่ต้องทำให้เขาต้องออกเงินส่วนตัวมาเคลียร์หนี้อีกต่อไป ทุกการลงทุนจะทำให้สโมสรเดินหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง เป็นเงินต่อเงิน ไม่ใช่เงินสร้าง ด้วยแนวคิดและวิสัยทัศน์ดังกล่าว โอลาส จึงสร้างทีมในแนวทางแบบซื้อมาขายไป นักเตะของทุกคนสามารถประเมินค่าเป็นเงินได้ทั้งหมด ถ้าหากมากพอ สโมสรจะไม่รั้งใครไว้ พวกเขาจะรับเงินมา ปล่อยนักเตะไป จากนั้นก็ลงทุนอย่างชาญฉลาดต่อไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงจุดหนึ่งทุกอย่างก็แข็งแกร่งแม้จะต้องรอถึง 15 ปี ก็ตาม ลียง ลงเป็นยิง โอลาส ใช้การบริหารของเขาพาทีมขึ้นมายังลีกสูงสุดในปี 1989 และในช่วงยุค 90's ลียง เริ่มมีชื่อเสียงในลีกเอิงขึ้นมาบ้าง ด้วยการไต่ไปถึงการได้เป็นรองแชมป์ลีกในปี 1994-95 แต่ความพยายามตลอดยุค 90's นั้นไม่ประสบความสำเร็จในฐานะพระเอกเลย อย่างดีก็เป็นได้แค่รองแชมป์ แม้ในด้านของถ้วยรางวัลอาจจะยังไม่น่าประทับใจนัก แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ในเวลานั้นคือ ลียง เริ่มรวบรวมนักเตะฝีเท้าดีเอาไว้ได้มากขึ้นเรื่อยๆ พวกเขาเน้นไปที่นักเตะบราซิล ที่มีความสามารถสูงและขายต่อได้ นักเตะบราซิลชุดแรกทยอยเข้ามาสู่ทีมในช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา แข้งแซมบ้าชุดนี้ถือว่าเป็นชุดคลาสสิกและเริ่มต้นยุคสมัยอันยิ่งใหญ่ของลียงเลยก็ว่าได้ เพราะ 3 นักเตะอย่าง จูนินโญ่ แปร์นัมบูกาโน่, ซอนนี่ อันแดร์สัน และ เอ็ดมิลสัน คือ 3 แซมบ้าที่สามารถใช้คำว่า "เก่งเกินลีกเอิง" ณ เวลานั้นได้จริง หากจะพูดให้เห็นภาพคือ โอลาส คือคนที่เปลี่ยนให้ลียง กลายเป็นทีมที่ปั้นนักเตะขาย และนำเงินที่ได้มาต่อยอดด้วยการใช้ความแข็งแกร่งของทีมแมวมองหานักเตะมีแววเข้ามาเสริมอีก นอกจากนี้เงินอีกส่วนจะถูกเก็บไว้เพื่อเอามาพัฒนาระบบเยาวชนของสโมสร ซึ่งสุดท้ายก็ออกดอกออกผลให้พวกเขาได้ใช้และทำกำไรต่อไปอีก ด้วยนักเตะอย่าง คาริม เบนเซม่า และ ฮาเต็ม เบน อาร์กฟา ที่ล้วนมาจากทีมชุดเยาวชนของลียงทั้งสิ้น หลังจากเปลี่ยนระบบการดึงนักเตะเก่งๆ ที่รอวันเฉิดฉายมารวมกัน ลียง ก็คว้าแชมป์ลีกเอิงสมัยแรกในฤดูกาล 2001-02 จากนั้น นโยบายดังกล่าวของพวกเขาก็ติดปีก เพราะไม่ใช่แค่นักเตะบราซิลอีกแล้วที่ถูกนำเข้ามา ลียง ส่งแมวมองไปทั่วโลกโดยเฉพาะในแอฟริกา นอกจากนี้ยังไปสอดส่องนักเตะจากลีกเล็กๆ ในยุโรปอย่าง โครเอเชีย, เบลเยียม, สวีเดน, นอร์เวย์ รวมไปถึงการหานักเตะมีแววในลีกเอิงเอง เรียกได้ว่า ลียง หมดงบไปกับการสเกาต์นักเตะจำนวนไม่น้อย ทว่าสิ่งที่พวกเขาได้กลับมากลับการเป็นการตอบแทนทั้งเชิงตัวเลขและคุณภาพในสนาม ด้วยนักเตะอย่าง เฟร็ด, นิลมาร์, ไมเคิล เอสเซียง, ฟลอร็องต์ มาลูด้า, อาลู ดิยาร์ร่า, เอริค อบิดัล, อูโก้ โยริส และ มิราเล็ม ปานิช เป็นต้น นักเตะเหล่านี้ตอนย้ายมาพวกเขาใช้เงินไม่เกิน 5 ล้านยูโรเลยแม้แต่คนเดียว แต่พอขายออกกลับได้กำไรมากถึง 4-5 เท่าเป็นอย่างต่ำ สโมสรฟุตบอลก็เหมือนกับคนๆ หนึ่งนั่นแหละ ในเมื่อมีเงินเต็มกระเป๋าพวกเขาก็ไม่มีความกังวล และเมื่อไม่มีความกังวลก็ทำให้มีสมาธิ และมีไอเดียมากพอที่จะไปโฟกัสกับเรื่องอื่นๆ ได้ เพราะในขณะที่หานักเตะดาวรุ่งมาปั้น ลียง ก็ใช้สเกาต์ให้เป็นประโยชน์อีกทาง ในการหาเอานักเตะเสือเฒ่าจากลีกใหญ่ๆ 4 ลีก (สเปน, อิตาลี, อังกฤษ และ เยอรมัน) ที่หมดสัญญา หรือแม้กระทั่งเป็นส่วนเกินของต้นสังกัดเดิม เอามาปัดฝุ่นใหม่จนนักเตะเหล่านั้นตอบแทนผลงานแสนคุ้มค่า อาทิ โจวานี่ เอลแบร์ ที่ดึงมาจาก บาเยิร์น มิวนิค หรือแม้กระทั่ง ซิลแว็ง วิลตอร์ จาก อาร์เซน่อล เองก็อยู่ในกรณีเดียวกันนี้ สำหรับ ลียง เงินที่ได้มาทั้งหมดถูกแปรเปลี่ยนเป็นรากฐานของสโมสร และถูกต่อยอดขึ้นมาอีกเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเขากลายเป็นทีมที่มีการเงินเข้มแข็งเป็นลำดับต้นๆ ของสโมสรในยุโรปเลยทีเดียว  

คอลัมน์แนะนำ

หมวดหมู่